...อันใดเล่าที่ควรเข้ามาแทนที่ความกลัวเพื่อเราจะได้มีพลังขับเคลื่อนความคิดไปในทางบวกมากขึ้น
ทั้งสร้างสรรค์และสงบสุขมากขึ้น คำตอบที่ตรงที่สุดคือความกล้า
อย่างไรก็ตาม ความกล้าหาญทางจิตวิญญาณนั้นต่างจากความกล้าในความหมายสามัญ คือ
มิได้มีไว้สู้รบกับผู้ใด หากหมายถึง การเปิดกว้าง ต้อนรับทุกเหตุการณ์ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างไม่สะทกสะท้าน
จากนั้น ค้นหาจุดลงตัวในการสัมผัสสัมพันธ์กับมัน
สิ่งตรงข้ามกับความกลัวอีกอย่างหนึ่งคือ ความรัก
ทั้งนี้เพราะความรักในระดับจิตวิญญาณที่ปราศจากขอบเขตและเงื่อนไขจะบังเกิดได้
ก็ต่อเมื่อเราเอาชนะความต้องการและความคาดหวังแบบคับแคบเสียก่อน
ความรักในความหมายนี้ นับเป็นพลังงานที่ทรงอานุภาพอย่างยิ่ง
ทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์และการมองโลกเชิงบวกได้ต่อเนื่อง....
...ผ่านพบโดยไม่ผูกพัน บางที อาจลึกซึ้งยั่งยืนกว่าร้อยหัวใจเข้ากับทุกอย่าง
ด้วยโซ่ตรวนที่มักตั้งชื่อผิดๆ ว่า " ความรัก "....
..บางที เราอาจเดินทางเพื่อหาที่ทิ้งขยะในหัวใจ...
...บางท่าน แต่งผิวนอกไว้แกร่งกร้าน เนื่องเพราะเนื้อในแน่นคับเกินกว่าจะมีพื้นที่ให้ผู้อื่น
บางคน เย็นชาแข็งกระด้าง เพราะรู้ดีว่า หัวใจของตนอ่อนนุ่มเกินกว่าจะเปิดเผย...
...ยามหมอกฝนโปรยปรายใส่หินผา ท่านอาจร่วมร้องไห้กับผาหิน...
...บางครั้ง เราเต็มใจเป็นสะพานให้ใครบางคนก้าวข้าม
แต่ห้วงยามแห่งการเสียสละกับห้วงยามแห่งการพลัดพราก ก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน
ทั้งนี้ เพราะสะพานย่อมมิใช่ที่อยู่ถาวรของผู้ใด...
...คนเราเกิดมาในโลก แท้จริงแล้วจะมีเพื่อนร่วมทางสักกี่คน
ส่วนใหญ่ที่สุดก็เป็นเพียงคนข้างทางของกันและกัน...
...คนข้างทางในชีวิตเราไม่ได้ปรากฏตัวอย่างไร้เหตุผลเสมอไป
ผู้แปลกหน้าเหล่านี้ อาจจะมาพร้อมกับข่าวสารบางอย่าง
ที่ช่วยเติมเต็มความรับรู้หรือกระตุ้นสำนึกดีๆ ที่หายไปให้กลับคืน
หากเรารู้จักอ่านความหมายของการพบกัน...
...เนื่องเพราะในยามที่อ่อนแอและอยากถูกรัก
ผู้คนอาจสับสนได้ระหว่างความรักที่คิดมอบให้ผู้อื่นกับความรักทีมีต่อตัวเอง...
...ถ้าเราอยากรู้จักผู้ใดอย่างแท้จริงสักคน
จงดูเส้นทางที่เขาเลือกและวิถีปฏิบัติของเขาขณะอยู่บนเส้นทาง
แต่ไม่ควรใส่ใจดูว่า เขาไปถึงปลายทางหรือไม่...
Showing posts with label เสกสรร ประเสริฐกุล. Show all posts
Showing posts with label เสกสรร ประเสริฐกุล. Show all posts
Tuesday, July 27, 2010
Tuesday, January 26, 2010
ผ่านพบไม่ผูกพัน - Thai Poem
การเดินทางเป็นการพลัดพรากอย่างหนึ่ง
พลัดพรากจากสถานที่คุ้นเคยและผู้คนคุ้นหน้า
กระทั่งบางทีอาจหมายถึงการถอยห่างจากอ้อมแขนของผู้เป็นที่รัก
แต่ระยะทางที่เพิ่มขึ้น ใช่หรือไม่ว่าอาจเปลี่ยนมิติของความสัมพันธ์
บางครั้งการเดินทางอาจหมายถึง
การแตกหักของโซ่ทองห่วงสุดท้ายที่เคยร้อยใจคน สองคนไว้ด้วยกัน
และในหลายๆครั้ง
มันก็เป็นแค่การเปลี่ยนที่ร้องไห้ของผู้ ที่เพิ่งทำความรู้สึกดีๆหล่นหาย
แต่สำหรับบางคน เพียงเหลือบแลแผนที่เส้นทาง
ก็อาจเพิ่มรอยขีดในหัวใจที่ลายล้นอยู่แล้วด้วยริ้วแผล
คนเรา บางทีหากไม่เปลี่ยนเงื่อนไขแวดล้อม
บางด้านของความรู้สึกย่อมไม่สามารถโผล่ผลิออกมา
คนเรา หากไม่ออกไปเผชิญคลื่นลมในทะเลกว้าง
หรือสัมผัสความเฉียบชันของโตรกผา
บางทีก็พานคิดว่าดาวเดือนบนเวิ้งฟ้าจะต้องโคจรรอบชีวิตตื้นของตัวเอง
สัมผัสโลกของบุคคลก็เฉกเช่นพรมผืนงาม
มีแต่ความรู้สึกที่คลี่ตัวอย่างถึงที่สุดเท่านั้น
จึงจะม้วนกลับได้อย่างหมดจดเรียบร้อย
ประเด็นมีอยู่ว่า เหนือบรรยากาศเปลี่ยวเหงา
หรือครึกครื้นขึ้นไป
ยังมีแก่นแท้ของการเดินทาง
ซึ่งก็คือการพลัดพรากผู้อื่น สิ่งอื่น เพื่อนัดพบกับตัวเอง
การเปิดพื้นที่โล่งให้กับการอยู่กับปัจจุบัน
ยามสางเมื่อเห็นแสงแรกของวันโลมไล้คลื่นเขา
จงเป็นหนึ่งเดียวกับภาพนั้นราวทั่วทั้งพิภพไม่มีสิ่งอื่นใด
ยามสายเมื่อนอนเหยียดอยู่บนพรมหญ้าริมลำห้วย
ก็อย่าปล่อยให้ภาพรุ่งอรุณตามมาปิดบังแฉกแดดที่ผ่านลอดลงมาจากยอดไม้
ครั้นตกค่ำยินหริ่งหรีดเรไร
ก็อย่าได้ฝังใจจำอยู่กับเสียงน้ำไหลที่กล่อมให้หลับตอนกลางวัน
คุณจะพบว่า ดวงตะวันสวยกว่าเดิม
ไอห้วยเย็นฉ่ำกว่าที่คิด สายน้ำมีถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ย
อย่าว่าแต่ ค่ำคืนมีความไพเราะของมัน
ผ่านพบโดยไม่ผูกพัน บางทีอาจลึกซึ้งยั่งยืนกว่า ร้อยหัวใจเข้ากับทุกอย่างด้วยโซ่ตรวนที่มักตั้งชื่อผิดๆว่าความรัก
ที่มา : จากหนังสือ "ผ่านพบไม่ผูกพัน" เสกสรร ประเสริฐกุล
พลัดพรากจากสถานที่คุ้นเคยและผู้คนคุ้นหน้า
กระทั่งบางทีอาจหมายถึงการถอยห่างจากอ้อมแขนของผู้เป็นที่รัก
แต่ระยะทางที่เพิ่มขึ้น ใช่หรือไม่ว่าอาจเปลี่ยนมิติของความสัมพันธ์
บางครั้งการเดินทางอาจหมายถึง
การแตกหักของโซ่ทองห่วงสุดท้ายที่เคยร้อยใจคน สองคนไว้ด้วยกัน
และในหลายๆครั้ง
มันก็เป็นแค่การเปลี่ยนที่ร้องไห้ของผู้ ที่เพิ่งทำความรู้สึกดีๆหล่นหาย
แต่สำหรับบางคน เพียงเหลือบแลแผนที่เส้นทาง
ก็อาจเพิ่มรอยขีดในหัวใจที่ลายล้นอยู่แล้วด้วยริ้วแผล
คนเรา บางทีหากไม่เปลี่ยนเงื่อนไขแวดล้อม
บางด้านของความรู้สึกย่อมไม่สามารถโผล่ผลิออกมา
คนเรา หากไม่ออกไปเผชิญคลื่นลมในทะเลกว้าง
หรือสัมผัสความเฉียบชันของโตรกผา
บางทีก็พานคิดว่าดาวเดือนบนเวิ้งฟ้าจะต้องโคจรรอบชีวิตตื้นของตัวเอง
สัมผัสโลกของบุคคลก็เฉกเช่นพรมผืนงาม
มีแต่ความรู้สึกที่คลี่ตัวอย่างถึงที่สุดเท่านั้น
จึงจะม้วนกลับได้อย่างหมดจดเรียบร้อย
ประเด็นมีอยู่ว่า เหนือบรรยากาศเปลี่ยวเหงา
หรือครึกครื้นขึ้นไป
ยังมีแก่นแท้ของการเดินทาง
ซึ่งก็คือการพลัดพรากผู้อื่น สิ่งอื่น เพื่อนัดพบกับตัวเอง
การเปิดพื้นที่โล่งให้กับการอยู่กับปัจจุบัน
ยามสางเมื่อเห็นแสงแรกของวันโลมไล้คลื่นเขา
จงเป็นหนึ่งเดียวกับภาพนั้นราวทั่วทั้งพิภพไม่มีสิ่งอื่นใด
ยามสายเมื่อนอนเหยียดอยู่บนพรมหญ้าริมลำห้วย
ก็อย่าปล่อยให้ภาพรุ่งอรุณตามมาปิดบังแฉกแดดที่ผ่านลอดลงมาจากยอดไม้
ครั้นตกค่ำยินหริ่งหรีดเรไร
ก็อย่าได้ฝังใจจำอยู่กับเสียงน้ำไหลที่กล่อมให้หลับตอนกลางวัน
คุณจะพบว่า ดวงตะวันสวยกว่าเดิม
ไอห้วยเย็นฉ่ำกว่าที่คิด สายน้ำมีถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ย
อย่าว่าแต่ ค่ำคืนมีความไพเราะของมัน
ผ่านพบโดยไม่ผูกพัน บางทีอาจลึกซึ้งยั่งยืนกว่า ร้อยหัวใจเข้ากับทุกอย่างด้วยโซ่ตรวนที่มักตั้งชื่อผิดๆว่าความรัก
ที่มา : จากหนังสือ "ผ่านพบไม่ผูกพัน" เสกสรร ประเสริฐกุล
Labels:
เสกสรร ประเสริฐกุล
Subscribe to:
Posts (Atom)